ก้าวเข้าสู่ปี 2569 สิ่งที่เจ้าของรถทุกคนต้องเตรียมตัวจัดการให้เรียบร้อยคือการต่ออายุทะเบียนและประกันภัยภาคบังคับ การวางแผนค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรถยนต์ไม่ได้จบลงเพียงแค่ค่างวดรายเดือนหรือค่าบำรุงรักษาเท่านั้น แต่ “ภาษีรถยนต์ประจำปี” และ “พ.ร.บ.” ถือเป็นหน้าที่ตามกฎหมายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากปล่อยปละละเลยนอกจากจะต้องเสียค่าปรับแล้ว ยังอาจส่งผลร้ายแรงถึงขั้นถูกระงับทะเบียนรถได้
การเตรียมความพร้อมเรื่องข้อมูลไม่เพียงแต่ช่วยให้คุณบริหารจัดการเงินในกระเป๋าได้ดียิ่งขึ้น แต่ยังช่วยป้องกันปัญหาค่าปรับย้อนหลังหรือความยุ่งยากจากการปล่อยให้เอกสารหมดอายุ JustCar ได้รวบรวมข้อมูลอัปเดตล่าสุดของปี 2569 เกี่ยวกับอัตราภาษีรถยนต์ ส่วนลดสำหรับรถเก่า และอัตราค่า พ.ร.บ. มาสรุปให้คุณเข้าใจง่ายๆ พร้อมวิธีคำนวณด้วยตัวเอง เพื่อให้คุณจัดการทุกอย่างได้จบครบในครั้งเดียว

หลักเกณฑ์การคำนวณภาษีรถยนต์ประจำปี 2569
โครงสร้างการจัดเก็บภาษีรถยนต์ประจำปีของกรมการขนส่งทางบกในปี 2569 ยังคงยึดหลักเกณฑ์เดิมเป็นมาตรฐาน โดยแบ่งประเภทการคำนวณตามลักษณะการจดทะเบียนและการใช้งานของรถ ซึ่งสำหรับ “รถยนต์ส่วนบุคคล” ที่เราใช้งานกันทั่วไป จะมีวิธีคิดหลักๆ อยู่ 2 รูปแบบ ดังนี้
1. รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 ที่นั่ง (ป้ายขาวดำ)
รถเก๋ง รถแฮทช์แบ็ก รถ SUV หรือรถเก๋ง 4 ประตู จะถูกจัดอยู่ในหมวดนี้ การคำนวณภาษีจะขึ้นอยู่กับ “ขนาดเครื่องยนต์ (CC)” โดยใช้อัตราก้าวหน้าแบบขั้นบันได ยิ่งเครื่องยนต์ใหญ่ ภาษียิ่งสูง ดังนี้
- 600 ซีซี แรก: คิดอัตรา ซีซีละ 0.50 บาท
- 601 ถึง 1,800 ซีซี: คิดอัตรา ซีซีละ 1.50 บาท
- 1,801 ซีซี ขึ้นไป: คิดอัตรา ซีซีละ 4.00 บาท
ตัวอย่างการคำนวณ: สมมติว่าคุณใช้รถยนต์เครื่องยนต์ 1,500 ซีซี (รถขนาดกลางทั่วไป)
- 600 ซีซีแรก x 0.50 = 300 บาท
- ส่วนที่เหลือ (1,500 – 600 = 900) x 1.50 = 1,350 บาท
- รวมภาษีพื้นฐาน = 1,650 บาท/ปี
2. รถบรรทุกส่วนบุคคลและรถยนต์โดยสารเกิน 7 ที่นั่ง
- รถกระบะ 2 ประตู (ป้ายขาวเขียว): การคำนวณจะคิดตาม “น้ำหนักรถ” ไม่ได้คิดตามซีซี ทำให้มีอัตราภาษีที่ถูกกว่ารถเก๋งมาก โดยเฉลี่ยรถกระบะทั่วไปจะเสียภาษีอยู่ที่ประมาณ 1,050 ถึง 1,350 บาท
- รถตู้โดยสาร (ป้ายขาวฟ้า): คิดตามน้ำหนักรถเช่นกัน แต่เรทราคาจะสูงกว่ารถกระบะเล็กน้อย เริ่มต้นที่ประมาณ 1,300 บาทขึ้นไป
อ้างอิงข้อมูลอัตราภาษีจาก: กรมการขนส่งทางบก (dlt.go.th)

ยิ่งเก่ายิ่งจ่ายถูก ส่วนลดภาษีตามอายุการใช้งาน
ข้อได้เปรียบสำคัญของผู้ที่ใช้งานรถมือสองหรือรถที่มีอายุการใช้งานยาวนาน คือสิทธิ์ในการ “ลดหย่อนภาษี” ซึ่งในปี 2569 ยังคงใช้เกณฑ์ลดหย่อนสำหรับรถที่มีอายุการใช้งานตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป โดยนับจากปีที่จดทะเบียนครั้งแรก ยิ่งรถอายุเยอะ ภาษีที่ต้องจ่ายจะยิ่งถูกลงตามสัดส่วน ดังนี้
- รถอายุ 1 ถึง 5 ปี: เสียภาษีเต็มจำนวน (100%)
- รถอายุ 6 ปี: รับส่วนลด 10%
- รถอายุ 7 ปี: รับส่วนลด 20%
- รถอายุ 8 ปี: รับส่วนลด 30%
- รถอายุ 9 ปี: รับส่วนลด 40%
- รถอายุ 10 ปีขึ้นไป: รับส่วนลดสูงสุด 50%
ตัวอย่างความคุ้มค่า: จากรถเครื่องยนต์ 1,500 ซีซี ที่ปกติต้องจ่าย 1,650 บาท หากรถของคุณมีอายุครบ 10 ปี ในปี 2569 คุณจะได้รับส่วนลด 50% ทำให้เหลือยอดชำระภาษีเพียง 825 บาท เท่านั้น นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมรถมือสองจึงมีค่าใช้จ่ายแฝงรายปีที่สบายกระเป๋ากว่ารถใหม่ป้ายแดง
เกณฑ์การตรวจสภาพรถ ตรอ ก่อนเสียภาษี
ก่อนที่จะดำเนินการชำระเงิน สิ่งที่เจ้าของรถต้องตรวจสอบคือ “อายุรถ” ว่าเข้าเกณฑ์ต้องตรวจสภาพหรือไม่ กฎหมายกำหนดให้รถที่ผ่านการใช้งานมาถึงระยะเวลาหนึ่ง ต้องได้รับการรับรองความปลอดภัยจาก สถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) ก่อน จึงจะสามารถดำเนินการต่อภาษีได้
เกณฑ์บังคับตรวจสภาพ ปี 2569
- รถยนต์: ต้องตรวจสภาพเมื่อมีอายุใช้งานครบ 7 ปีขึ้นไป
- รถจักรยานยนต์: ต้องตรวจสภาพเมื่อมีอายุใช้งานครบ 5 ปีขึ้นไป
ขั้นตอนการดำเนินการ: นำรถและเล่มทะเบียน (หรือสำเนา) ไปที่ศูนย์ ตรอ. ใกล้บ้านที่มีสัญลักษณ์รับรอง ช่างจะทำการตรวจเช็คระบบเบรก ไฟส่องสว่าง ค่าควันดำ และสภาพความพร้อมของตัวรถ เมื่อผ่านเกณฑ์ ข้อมูลการตรวจสภาพจะถูกส่งเข้าสู่ระบบออนไลน์ของกรมการขนส่งทางบกโดยอัตโนมัติ ทำให้คุณสามารถไปกดชำระภาษีออนไลน์ต่อได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้ใบรับรองกระดาษ
อัตราค่าเบี้ย พรบ รถยนต์ ปี 2569
พ.ร.บ. (พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ) คือด่านแรกที่ต้องทำก่อนเสียภาษี หากไม่มีหาง พ.ร.บ. ระบบจะไม่รับชำระภาษีรถยนต์ ในปี 2569 อัตราค่าเบี้ยประกันภัยภาคบังคับนี้ยังคงเป็นอัตราคงที่ (Flat Rate) แยกตามประเภทรถ ซึ่งราคากลางที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรแสตมป์แล้ว มีดังนี้
- รถยนต์นั่งส่วนบุคคล (ไม่เกิน 7 ที่นั่ง):
- รถเก๋ง, รถกระบะ 4 ประตู, รถ SUV
- ราคาประมาณ 645.21 บาท
- รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล (ไม่เกิน 3 ตัน):
- รถกระบะตอนเดียว, กระบะแค็บ
- ราคาประมาณ 967.28 บาท
- รถยนต์โดยสาร (เกิน 7 ที่นั่ง แต่ไม่เกิน 15 ที่นั่ง):
- รถตู้
- ราคาประมาณ 1,182.35 บาท
ข้อควรระวัง: สำหรับผู้ใช้รถกระบะ 4 ประตู กฎหมายจัดให้เป็น “รถยนต์นั่ง” ดังนั้นคุณจะจ่ายค่า พ.ร.บ. ในราคาเดียวกับรถเก๋ง (645.21 บาท) ซึ่งถูกกว่ารถกระบะบรรทุกทั่วไป
อย่าปล่อยให้ขาดเกิน 3 ปี ระวังทะเบียนถูกระงับ
การลืมต่อภาษีอาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อยที่มีโทษปรับเพียงร้อยละ 1 ต่อเดือน แต่หากคุณปล่อยปละละเลยจนขาดการต่อภาษีติดต่อกันครบ 3 ปี เรื่องเล็กจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ทันที
เมื่อขาดต่อภาษีเกิน 3 ปี กรมการขนส่งทางบกจะดำเนินการ “ระงับทะเบียน” โดยอัตโนมัติ ผลที่ตามมาคือ:
- ป้ายทะเบียนเดิมของคุณจะถูกยกเลิก ไม่สามารถนำมาใช้งานบนท้องถนนได้
- ต้องนำรถไปจดทะเบียนใหม่ที่กรมขนส่งฯ
- ต้องชำระภาษีที่ค้างช่ายย้อนหลังทั้งหมด พร้อมค่าปรับ
- ต้องคืนแผ่นป้ายทะเบียนเดิมและเล่มทะเบียน
- ต้องนำรถเข้าตรวจสภาพครั้งใหญ่ที่ขนส่งฯ เท่านั้น (ตรอ. เอาไม่อยู่)
ดังนั้น หากรู้ตัวว่าภาษีกำลังจะขาด หรือขาดไปแล้วแต่ยังไม่ถึง 3 ปี ควรรีบดำเนินการชำระให้เรียบร้อยเพื่อรักษาสิทธิ์ความเป็นเจ้าของทะเบียนรถเดิมไว้

ช่องทางการชำระภาษีออนไลน์ สะดวก รวดเร็ว
ในปี 2569 เทคโนโลยีของกรมการขนส่งทางบก (DLT) ได้พัฒนาให้รองรับการใช้งานดิจิทัลเต็มรูปแบบ คุณไม่จำเป็นต้องลางานไปต่อคิวที่สำนักงานขนส่งอีกต่อไป โดยสามารถเลือกใช้ช่องทางออนไลน์ได้หลากหลาย
ช่องทางแนะนำ
- เว็บไซต์กรมการขนส่งทางบก: https://eservice.dlt.go.th
- แอปพลิเคชัน DLT Vehicle Tax: รองรับทั้ง iOS และ Android
เอกสารและสิ่งที่ต้องเตรียมสำหรับการจ่ายออนไลน์
- ข้อมูลเลขทะเบียนรถ และเลขบัตรประชาชนเจ้าของรถ
- หลักฐานการทำ พ.ร.บ. (ปัจจุบันระบบมักจะดึงข้อมูลให้อัตโนมัติหากซื้อผ่านบริษัทประกันชั้นนำ หรือซื้อเพิ่มในขั้นตอนจ่ายภาษีได้เลย)
- ข้อมูลการผ่านการตรวจสภาพ (สำหรับรถที่อายุเกิน 7 ปี ข้อมูลจะลิงก์มาจาก ตรอ.)
- ช่องทางการชำระเงิน (QR Code, บัตรเครดิต, หรือแอปธนาคาร)
เมื่อชำระเงินเสร็จสิ้น คุณสามารถเลือกให้จัดส่งป้ายวงกลม (เครื่องหมายแสดงการเสียภาษี) มาทางไปรษณีย์ หรือพิมพ์หลักฐานชั่วคราวไปใช้ก่อนได้
การเตรียมตัวสำหรับภาษีรถยนต์และ พ.ร.บ. ในปี 2569 ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากหากเราเข้าใจหลักการคำนวณและเงื่อนไขของรถตัวเอง หัวใจสำคัญคือการตรวจสอบอายุรถ หากเกิน 7 ปีต้องไม่ลืมนำไปตรวจสภาพที่ ตรอ. ให้เรียบร้อย และต้องแยกประเภทรถให้ถูกเพื่อคำนวณค่า พ.ร.บ. ได้อย่างแม่นยำ
การชำระภาษีให้ตรงเวลา ไม่เพียงแต่ช่วยให้คุณขับขี่ได้อย่างสบายใจไม่ต้องระแวงด่านตรวจ แต่ยังช่วยรักษาสภาพคล่องทางการเงิน ไม่ต้องเสียค่าปรับโดยใช่เหตุ หากคุณกำลังมองหารถมือสองคุณภาพดีที่มีเอกสารครบพร้อมโอน หรือต้องการคำแนะนำเรื่องการดูเล่มทะเบียน JustCar พร้อมเป็นที่ปรึกษาเพื่อช่วยให้คุณได้รถที่คุ้มค่าและถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ
ช่องทางการติดต่อ JUSTCAR
JUSTCAR ตัวกลางซื้อขายรถยนต์มือสองครบวงจร
ที่ตั้ง : เลขที่ 12/555 หมู่ที่ 15 อาคาร ส. ทาวเวอร์ ชั้นที่ 10 ทางคู่ขนาน ถ.บางนา-ตราด ต.บางแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ 10540
เบอร์โทรติดต่อ : 02-114-3928 (สำนักงานใหญ่บางนา)
เวลาเปิดทำการ : 08:30 19:00 น.
Google Map : https://maps.app.goo.gl/uDgXVW5YYVzNSYZd7