JUST CAR ขายรถมือสองได้ราคาดีที่สุด ขายออกไว รับเงินทันที ไม่มีกดราคา

ซื้อรถไฟฟ้ามือสอง เช็กอะไรบ้าง? เช็กแบตเตอรี่ ประกัน และอุปกรณ์ชาร์จ ฉบับมือใหม่

รถไฟฟ้ามือสองมีราคาน่าสนใจและมีชิ้นส่วนที่ต้องบำรุงรักษาน้อยกว่ารถน้ำมันบางส่วน แต่ก่อนซื้อไม่ควรดูเฉพาะเลขไมล์ ราคา หรือสภาพภายนอก เพราะยังมีแบตเตอรี่แรงดันสูง ระบบชาร์จ การรับประกัน ซอฟต์แวร์ และอุปกรณ์ประจำรถที่ต้องตรวจสอบให้ครบ มือใหม่จึงควรรู้ว่าต้องขอข้อมูลอะไรจากผู้ขาย ควรทดลองใช้งานส่วนใด และมีค่าใช้จ่ายอะไรที่ต้องเตรียมเพิ่มเติมก่อนวางเงินหรือทำสัญญาซื้อขาย 

เลือกรุ่นรถให้เหมาะกับการใช้งานก่อนดูราคา

ก่อนนัดดูรถ ควรประเมินรูปแบบการใช้งานของตนเองก่อน เพราะรถไฟฟ้าแต่ละรุ่นมีความจุแบตเตอรี่ ระยะทางใช้งาน กำลังชาร์จ และประเภทหัวชาร์จแตกต่างกัน

ข้อมูลที่ควรตรวจสอบ ได้แก่

  1. ระยะทางที่ขับต่อวัน
  2. มีพื้นที่ติดตั้งเครื่องชาร์จที่บ้านหรือไม่
  3. ต้องเดินทางข้ามจังหวัดบ่อยเพียงใด
  4. เส้นทางประจำมีสถานีชาร์จรองรับหรือไม่
  5. รถรองรับการชาร์จ AC และ DC สูงสุดกี่กิโลวัตต์
  6. ศูนย์บริการและอะไหล่ของรุ่นนั้นยังมีให้บริการหรือไม่
  7. ค่าเบี้ยประกันภัยและเงื่อนไขการซ่อมแบตเตอรี่เป็นอย่างไร

ไม่ควรพิจารณาจากระยะทางที่ผู้ผลิตระบุเพียงอย่างเดียว เพราะระยะทางที่ขับได้จริงอาจเปลี่ยนตามความเร็ว สภาพการจราจร อุณหภูมิ การเปิดเครื่องปรับอากาศ น้ำหนักบรรทุก และสุขภาพของแบตเตอรี่

ช่างใช้แท็บเล็ตตรวจสุขภาพแบตเตอรี่รถไฟฟ้าขณะเชื่อมต่อสายชาร์จ โดยมีผู้ซื้อร่วมตรวจสอบ

ตรวจสุขภาพแบตเตอรี่แรงดันสูง

แบตเตอรี่แรงดันสูงเป็นชิ้นส่วนสำคัญของรถไฟฟ้าและอาจมีค่าใช้จ่ายสูงหากต้องซ่อมหรือเปลี่ยนนอกเงื่อนไขการรับประกัน แบตเตอรี่มีการเสื่อมตามอายุ รอบการชาร์จ อุณหภูมิ และลักษณะการใช้งาน จึงไม่ควรดูเพียงเลขไมล์หรือเปอร์เซ็นต์แบตเตอรี่บนหน้าจอเท่านั้น

ขอรายงาน State of Health

ควรขอผลตรวจ State of Health หรือ SOH ซึ่งเป็นค่าประเมินสุขภาพหรือความสามารถในการเก็บพลังงานของแบตเตอรี่เมื่อเทียบกับตอนใหม่

อย่างไรก็ตาม ค่า SOH อาจคำนวณแตกต่างกันในรถแต่ละยี่ห้อ จึงไม่ควรใช้ตัวเลขเพียงค่าเดียวตัดสินสภาพรถ ควรพิจารณาร่วมกับผลตรวจจากศูนย์บริการ ระยะทางใช้งานจริง ประวัติการซ่อม และข้อมูลความผิดปกติของแต่ละเซลล์ หากผู้ขายไม่มีรายงาน ควรนำรถเข้าศูนย์บริการหรืออู่ที่มีเครื่องมือและความเชี่ยวชาญด้านรถไฟฟ้าเพื่อตรวจสอบก่อนซื้อ

แท็บเล็ตแสดงผลสุขภาพแบตเตอรี่รถไฟฟ้า SOH 92 เปอร์เซ็นต์ และความจุคงเหลือ 55.2 กิโลวัตต์ชั่วโมง

ตรวจระยะทางที่รถคำนวณได้หลังชาร์จ

ขอให้ผู้ขายชาร์จแบตเตอรี่ในระดับที่เพียงพอก่อนทดลองรถ แล้วเปรียบเทียบระยะทางคงเหลือบนหน้าจอกับข้อมูลของรถรุ่นนั้น ตัวเลขที่รถแสดงเป็นเพียงค่าคาดการณ์จากพฤติกรรมการขับที่ผ่านมา จึงไม่ควรสรุปว่าแบตเตอรี่เสื่อมจากระยะทางบนหน้าจอเพียงอย่างเดียว แต่หากระยะทางลดลงผิดปกติ แบตเตอรี่ลดเร็ว หรือเปอร์เซ็นต์เปลี่ยนแบบไม่ต่อเนื่อง ควรตรวจเพิ่มเติม

ตรวจใต้ท้องรถและกล่องแบตเตอรี่

แบตเตอรี่ของรถไฟฟ้าหลายรุ่นติดตั้งอยู่ใต้พื้นรถ จึงควรยกรถตรวจดูบริเวณใต้ท้องอย่างละเอียด โดยสังเกต

  • รอยกระแทกหรือรอยบุบบนฝาครอบแบตเตอรี่
  • รอยขูดลึกจากการครูดพื้นหรือชนวัตถุ
  • ร่องรอยการถอดหรือซ่อมกล่องแบตเตอรี่
  • คราบของเหลวหรือความผิดปกติของระบบหล่อเย็น
  • สนิมหรือร่องรอยน้ำท่วม
  • นอตและชิ้นส่วนที่มีรอยถอดประกอบผิดปกติ

หากพบความเสียหายบริเวณแบตเตอรี่ ไม่ควรประเมินด้วยสายตาเพียงอย่างเดียว ควรให้ศูนย์บริการหรือช่างที่มีความรู้ด้านระบบไฟฟ้าแรงดันสูงตรวจสอบ

ช่างใช้ไฟฉายตรวจฝาครอบแบตเตอรี่แรงดันสูงและชิ้นส่วนใต้ท้องรถไฟฟ้า

ตรวจระบบจัดการอุณหภูมิ

ระบบจัดการอุณหภูมิช่วยควบคุมแบตเตอรี่ให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสม หากระบบหล่อเย็น ปั๊มน้ำ วาล์ว หรือเซนเซอร์มีปัญหา อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพการชาร์จและการใช้งาน ระหว่างทดลองขับและทดลองชาร์จ ควรสังเกตไฟเตือน ข้อความแจ้งเตือน อุณหภูมิผิดปกติ เสียงพัดลมที่ดังต่อเนื่อง หรือกำลังชาร์จที่ลดลงโดยไม่มีเหตุผลชัดเจน

ตรวจประวัติการซ่อมและอุบัติเหตุ

รถไฟฟ้ามือสองควรมีประวัติการบำรุงรักษาที่ตรวจสอบได้ โดยเฉพาะรถที่เคยซ่อมระบบแบตเตอรี่ มอเตอร์ อินเวอร์เตอร์ ระบบชาร์จ หรือระบบหล่อเย็น ควรสอบถามผู้ขายว่า

  1. รถเคยเกิดอุบัติเหตุรุนแรงหรือไม่
  2. เคยชนหรือกระแทกบริเวณใต้ท้องรถหรือไม่
  3. เคยผ่านน้ำท่วมหรือน้ำสูงถึงพื้นรถหรือไม่
  4. เคยเปลี่ยนหรือซ่อมแบตเตอรี่ส่วนใดบ้าง
  5. เคยมีไฟเตือนระบบขับเคลื่อนหรือระบบชาร์จหรือไม่
  6. มีรายการเรียกคืนหรืออัปเดตซอฟต์แวร์ที่ยังไม่ได้ดำเนินการหรือไม่
  7. เข้ารับบริการกับศูนย์หรืออู่ใดเป็นประจำ

ควรตรวจสภาพตัวถัง เสา คาน แชสซี จุดเชื่อม และห้องเก็บสัมภาระร่วมด้วย เพราะรถที่ได้รับการซ่อมโครงสร้างไม่เหมาะสมอาจมีผลต่อความปลอดภัยและตำแหน่งติดตั้งอุปกรณ์แรงดันสูง

ตรวจเงื่อนไขการรับประกันแบตเตอรี่

รถไฟฟ้ามือสองบางคันอาจยังเหลือการรับประกันแบตเตอรี่ มอเตอร์ หรือชุดควบคุม แต่ไม่ควรพิจารณาจากข้อความโฆษณาหรือคำบอกของผู้ขายเพียงอย่างเดียว เพราะเงื่อนไขอาจแตกต่างกันตามรุ่น ปีผลิต วันที่ส่งมอบ เจ้าของรถ และประวัติการเข้ารับบริการ

สิ่งที่ควรตรวจสอบกับผู้ผลิตหรือศูนย์บริการ ได้แก่

  • วันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดการรับประกัน
  • ระยะทางสะสมสูงสุดที่รับประกัน
  • ระดับความจุแบตเตอรี่ขั้นต่ำตามเงื่อนไข
  • การรับประกันโอนตามรถหรือจำกัดเฉพาะเจ้าของเดิม
  • ต้องเข้ารับบริการตามระยะที่กำหนดหรือไม่
  • รถที่เคยชน น้ำท่วม ดัดแปลง หรือติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมยังได้รับความคุ้มครองหรือไม่
  • การรับประกันครอบคลุมทั้งแบตเตอรี่หรือเฉพาะชิ้นส่วนที่เสีย
  • ค่าแรง ค่าตรวจ และค่าอะไหล่ส่วนใดที่เจ้าของรถต้องรับผิดชอบ

ควรใช้เลขตัวถังหรือ VIN ให้ศูนย์บริการตรวจสอบข้อมูลโดยตรง และขอหลักฐานเป็นเอกสารหากเป็นไปได้ เนื่องจากนโยบายรับประกันของแต่ละรุ่นสามารถแตกต่างกันมาก แม้เป็นรถยี่ห้อเดียวกัน

ตรวจหัวชาร์จและทดลองชาร์จจริง

รถไฟฟ้าที่พบในประเทศไทยอาจใช้หัวชาร์จไม่เหมือนกัน โดยหัว Type 2 มักใช้กับการชาร์จกระแสสลับหรือ AC ส่วน CCS2 ใช้กับการชาร์จกระแสตรงหรือ DC รถบางรุ่น โดยเฉพาะรถรุ่นเก่าหรือรถนำเข้า อาจใช้ Type 1, CCS1 หรือ CHAdeMO จึงต้องตรวจให้ตรงกับสถานีที่ใช้งานประจำ

ก่อนซื้อควรทดลองทั้งการชาร์จ AC และ DC หากรถรองรับ โดยตรวจสอบว่า

  1. รถเริ่มรับไฟได้ตามปกติ
  2. ช่องชาร์จไม่หลวม แตก หรือมีรอยไหม้
  3. ระบบล็อกหัวชาร์จทำงานได้
  4. หน้าจอแสดงสถานะและกำลังชาร์จได้ถูกต้อง
  5. ไม่มีไฟเตือนหรือข้อความผิดปกติ
  6. สามารถหยุดชาร์จและถอดหัวชาร์จได้ตามปกติ
  7. ฝาปิดช่องชาร์จและซีลกันน้ำอยู่ในสภาพดี

กำลังชาร์จที่เห็นระหว่างทดสอบอาจต่ำกว่าค่าสูงสุดของรถ เนื่องจากขึ้นอยู่กับตู้ชาร์จ เปอร์เซ็นต์แบตเตอรี่ อุณหภูมิ และการจัดการพลังงานของรถ จึงควรพิจารณาหลายปัจจัยร่วมกัน

ตรวจอุปกรณ์ชาร์จที่ต้องได้รับพร้อมรถ

รถไฟฟ้ามือสองบางคันไม่ได้ขายพร้อมอุปกรณ์ทั้งหมดที่เจ้าของเดิมได้รับในวันออกรถ ควรตกลงรายการให้ชัดเจนก่อนวางเงิน เพราะอุปกรณ์บางชิ้นมีราคาสูงและอาจต้องซื้อใหม่ให้ตรงรุ่น

รายการที่ควรตรวจ ได้แก่

  • สายชาร์จ AC
  • เครื่องชาร์จแบบพกพาหรือ Portable Charger
  • Wall Charger หากรวมอยู่ในข้อตกลง
  • สาย V2L หรืออุปกรณ์จ่ายไฟจากรถ หากรุ่นนั้นรองรับ
  • อะแดปเตอร์สำหรับหัวชาร์จ
  • กระเป๋าหรือกล่องเก็บสาย
  • กุญแจหลักและกุญแจสำรอง
  • คู่มือรถและคู่มืออุปกรณ์ชาร์จ

ตรวจสภาพสาย ปลั๊ก ขั้วต่อ และกล่องควบคุมว่ามีรอยแตก รอยไหม้ สายพับหัก หรือผ่านการดัดแปลงหรือไม่ ไม่ควรใช้อุปกรณ์ที่ไม่ทราบมาตรฐานหรือมีความเสียหายกับระบบไฟฟ้าแรงสูง หากผู้ขายรวม Wall Charger มาด้วย ต้องสอบถามว่าสามารถย้ายสิทธิ์หรือย้ายอุปกรณ์ได้หรือไม่ ค่าแกะและติดตั้งใหม่เป็นความรับผิดชอบของใคร และบ้านของผู้ซื้อมีระบบไฟฟ้ารองรับหรือยัง

เจ้าหน้าที่ตรวจหัวชาร์จ สายชาร์จ และเครื่องชาร์จแบบพกพาที่จัดเก็บอยู่ท้ายรถไฟฟ้า

ตรวจมอเตอร์และระบบไฟฟ้าสำคัญ

แม้รถไฟฟ้าจะไม่มีเครื่องยนต์และเกียร์หลายจังหวะแบบรถน้ำมัน แต่ยังมีระบบสำคัญที่ต้องตรวจสอบ ได้แก่

  • มอเตอร์ขับเคลื่อน
  • อินเวอร์เตอร์
  • On-board Charger สำหรับรับไฟ AC
  • ชุดแปลงไฟ DC-to-DC
  • แบตเตอรี่ 12 โวลต์
  • ระบบหล่อเย็น
  • ระบบเบรกแบบชาร์จพลังงานกลับ
  • ระบบปรับอากาศและฮีตปั๊ม หากมี
  • เซนเซอร์ กล้อง และระบบช่วยขับ

ระหว่างทดลองขับควรสังเกตเสียงหอน เสียงกระแทก อาการสั่น การเร่งที่ไม่ต่อเนื่อง ไฟเตือน และอาการผิดปกติขณะถอนคันเร่งหรือเบรก แบตเตอรี่ 12 โวลต์ควรได้รับการตรวจด้วย แม้ไม่ใช่แบตเตอรี่ขับเคลื่อน เพราะหากเสื่อมอาจทำให้รถเปิดระบบไม่ได้หรือเกิดข้อความแจ้งเตือนหลายรายการ

ตรวจช่วงล่าง เบรก ยาง และสภาพตัวถัง

รถไฟฟ้ามีน้ำหนักแบตเตอรี่เพิ่มขึ้นและให้แรงบิดได้รวดเร็ว สภาพยางและช่วงล่างจึงมีผลต่อการควบคุมรถอย่างมาก ควรตรวจสอบ

  1. ดอกยางและอายุยาง
  2. การสึกของยางทั้งสี่เส้นว่าสม่ำเสมอหรือไม่
  3. ล้อมีรอยคด แตก หรือกระแทกรุนแรงหรือไม่
  4. ช่วงล่างมีเสียงหรืออาการโยนผิดปกติหรือไม่
  5. พวงมาลัยตรงและไม่มีอาการดึงไปด้านใดด้านหนึ่ง
  6. จานเบรกและผ้าเบรกมีสนิมหรือสึกผิดปกติหรือไม่
  7. ระบบเบรกและระบบชาร์จพลังงานกลับทำงานต่อเนื่องหรือไม่

รถไฟฟ้าบางคันใช้ระบบหน่วงความเร็วจากมอเตอร์บ่อย ทำให้เบรกแบบจานถูกใช้งานน้อย จึงยังต้องตรวจคราบสนิมและการทำงานของเบรกจริง ไม่ควรดูเฉพาะความหนาของผ้าเบรก

ตรวจซอฟต์แวร์ แอปพลิเคชัน และบัญชีผู้ใช้งาน

รถไฟฟ้าหลายรุ่นเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันสำหรับดูสถานะแบตเตอรี่ สั่งเปิดเครื่องปรับอากาศ ตรวจตำแหน่ง หรือควบคุมการชาร์จ ก่อนรับรถควรตรวจสอบว่า

  • รถอัปเดตซอฟต์แวร์ตามรุ่นล่าสุดแล้วหรือไม่
  • หน้าจอ ระบบนำทาง กล้อง และระบบช่วยขับทำงานครบ
  • สามารถลบบัญชีเจ้าของเดิมออกจากรถได้
  • ผู้ซื้อสามารถเพิ่มบัญชีของตนเองได้
  • ซิมหรือบริการเชื่อมต่อยังมีอายุใช้งานหรือมีค่าบริการเพิ่มเติมหรือไม่
  • ฟังก์ชันบางรายการผูกกับแพ็กเกจหรือสมาชิกแบบรายปีหรือไม่

ไม่ควรรับรถทั้งที่บัญชีของเจ้าของเดิมยังเชื่อมต่ออยู่ เพราะอาจเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล ตำแหน่งรถ และการสั่งงานจากระยะไกล

ตรวจเอกสารและข้อมูลรถให้ตรงกัน

เอกสารที่ควรตรวจสอบก่อนซื้อ ได้แก่

  1. เล่มทะเบียนรถตัวจริง
  2. เลขตัวถังและข้อมูลในเล่มทะเบียน
  3. ชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์
  4. สถานะไฟแนนซ์หรือภาระผูกพัน
  5. ประวัติการเข้าศูนย์และใบเสร็จการซ่อม
  6. เอกสารรับประกันรถและแบตเตอรี่
  7. เอกสารติดตั้ง Wall Charger หากมี
  8. คู่มือประจำรถ
  9. กรมธรรม์ประกันภัยเดิมและประวัติการเคลม
  10. สัญญาซื้อขายและหลักฐานการชำระเงิน

หากรถยังติดไฟแนนซ์ ต้องตรวจยอดปิดบัญชีและกำหนดวิธีชำระเงินให้ชัดเจน ไม่ควรส่งมอบเงินทั้งหมดหรือรับรถโดยไม่มีหลักฐานการซื้อขายและขั้นตอนโอนกรรมสิทธิ์ที่ตรวจสอบได้

ทดลองขับและทดลองชาร์จก่อนวางเงิน

การทดลองขับควรทำในระยะทางเพียงพอที่จะตรวจอาการ ไม่ใช่เพียงขับวนในลานจอดรถ ควรทดลองทั้งความเร็วต่ำ ถนนปกติ การเร่ง การถอนคันเร่ง การเบรก และการเลี้ยว หลังทดลองขับให้สังเกตว่าเปอร์เซ็นต์แบตเตอรี่ลดลงสมเหตุสมผลหรือไม่ มีไฟเตือนเกิดขึ้นหรือไม่ และระบบปรับอากาศทำงานตามปกติหรือเปล่า หากเป็นไปได้ ควรนำรถไปทดลองชาร์จที่สถานีจริงและเข้าตรวจด้วยเครื่องมือวิเคราะห์ก่อนวางเงินมัดจำ โดยเฉพาะรถที่ไม่มีประวัติการดูแลชัดเจนหรือมีราคาต่ำกว่าตลาดมาก

คำนวณค่าใช้จ่ายหลังซื้อให้ครบ

ราคารถไม่ใช่ค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่ต้องเตรียม ควรคำนวณรายการต่อไปนี้ร่วมด้วย

  • ค่าโอนกรรมสิทธิ์
  • เบี้ยประกันภัย
  • ค่ายางและช่วงล่าง
  • ค่าแบตเตอรี่ 12 โวลต์
  • ค่าสายหรืออุปกรณ์ชาร์จที่ขาด
  • ค่า Wall Charger และค่าปรับปรุงระบบไฟฟ้าที่บ้าน
  • ค่าตรวจสภาพกับศูนย์บริการ
  • ค่าสมาชิกหรือบริการออนไลน์ของรถ
  • เงินสำรองสำหรับซ่อมนอกการรับประกัน

ค่าเปลี่ยนแบตเตอรี่แรงดันสูงอาจเป็นค่าใช้จ่ายสำคัญหากเกิดความเสียหายนอกเงื่อนไขรับประกัน จึงควรตรวจราคาชิ้นส่วนและแนวทางซ่อมของรุ่นที่สนใจก่อนตัดสินใจ การซื้อรถไฟฟ้ามือสองไม่ควรพิจารณาเฉพาะราคา เลขไมล์ หรือระยะทางที่แสดงบนหน้าจอ สิ่งสำคัญคือการตรวจ สุขภาพแบตเตอรี่แรงดันสูง ประวัติอุบัติเหตุ เงื่อนไขการรับประกัน ระบบชาร์จ และอุปกรณ์ที่ได้รับพร้อมรถ

ควรทดลองขับ ทดลองชาร์จจริง และนำรถเข้าตรวจที่ศูนย์บริการหรือผู้เชี่ยวชาญด้านรถไฟฟ้าก่อนวางเงิน หากรถมีประวัติชัดเจน แบตเตอรี่อยู่ในสภาพเหมาะสม และมีระบบชาร์จตรงกับการใช้งาน รถไฟฟ้ามือสองก็อาจเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยควบคุมงบประมาณได้

ช่องทางการติดต่อ JUSTCAR

JUSTCAR ตัวกลางซื้อขายรถยนต์มือสองครบวงจร
ที่ตั้ง : เลขที่ 12/555 หมู่ที่ 15 อาคาร ส. ทาวเวอร์ ชั้นที่ 10 ทางคู่ขนาน ถ.บางนา-ตราด ต.บางแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ 10540
เบอร์โทรติดต่อ : 02-114-3928 (สำนักงานใหญ่บางนา)
เวลาเปิดทำการ : 08:30 19:00 น.
Google Map : https://maps.app.goo.gl/uDgXVW5YYVzNSYZd7

หากบทความของเราเป็นประโยชน์แก่ท่าน แชร์ให้กับคนรอบตัวด้วยนะครับ
Scroll to Top